Monthly Archives: October 2016

Home|2016|October

คนอยู่บนสวรรค์ แต่เงินนั้นอยู่ในธนาคาร

คนอยู่บนสวรรค์ เงินอยู่ในธนาคาร คนเราตอนมีชีวิตอยู่มีเงินก็ไม่ใช้ ตายแล้วก็ยังใช้เงินไม่หมด หวางจวินเหยา นักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ในเจ้อเจียง เสียชีวิตในขณะที่อายุยังไม่มาก เหลือเงินฝากไว้ให้ภรรยา 1,900,000,000 และภรรยาได้แต่งงานใหม่ กับคนขับรถของคุณหวาง ในสมัยที่คุณหวางยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่คนขับรถคนนั้นใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เขาก็คิดว่า แต่ก่อน "เรานึกว่าเราเป็นคนทำงานให้เจ้านาย ตอนนี้เราเพิ่งเข้าใจแล้วว่าเจ้านายทำงานให้เรามาตลอด" ความจริงที่โหดร้ายนี้เป็นตัวแสดงว่า : มีชีวิตที่ยืนยาว สำคัญกว่าความรวยความหล่อ ขอให้ทุกคนหมั่นออกกำลังกาย ระวังสุขภาพ ใครเป็นฝ่ายทำงานให้ใครนั้นพูดยาก โทรศัพท์สมาร์ทโฟน 1เครื่อง, 70%ของฟังก์ชั่นในโทรศัพท์นั้นไม่มีประโยชน์ รถหรูๆ 1 คัน , 70%ของความเร็วนั้นเหลือใช้ บ้านหรูๆ 1 หลัง, 70%ของพื้นที่นั้นว่างเปล่า ในมหาวิทยาลัยสักแห่ง ,70% ของศาสตราจารย์เป็นพวกไร้สาระหลอกกินเด็ก กิจกรรมทางสังคมหลายอย่าง , 70% เป็นกิจกรรมที่น่าเบื่อ เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน , 70% ไม่ได้ใช้ ไร้ประโยชน์ เงินที่หามาทั้งชีวิต , 70% ก็ทิ้งไว้ให้ผู้อื่นใช้ สรุป: ชีวิตที่เรียบง่าย ให้สนุกกับการใช้ชีวิต 30% ที่เป็นของคุณ  ไม่เจ็บปวดแต่ก็ต้องบำรุง 

By |2016-10-30T16:32:25+07:00October 30th, 2016|Miscz|Comments Off on คนอยู่บนสวรรค์ แต่เงินนั้นอยู่ในธนาคาร

ขอโทษ…ลืมไป…ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย…

“ขอโทษ…ลืมไป…ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย...” ในอดีตพวกนักศึกษาฝรั่งชาวออสซี่ เคยมาดูถูกพ่อหลวงเรา จึงขออัญเชิญ พระราชดำรัสของสมเด็จราชินี ที่ทรงเล่าถึง วิธิกำหลาบฝรั่งไร้มารยาทพวกนี้ ของพ่อหลวงของเรา ว่าสุดสง่างามเพียงไหน… เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จเยือนประเทศออสเตรเลีย พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในระหว่างวันที่ 26 สิงหาคม – 12 กันยายน ปีพุทธศักราช 2505 นั้น มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิติศาสตร์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ หอประชุมของมหาวิทยาลัย ในครั้งนั้นได้เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดคิด กล่าวคือ นักศึกษากลุ่มหนึ่งได้แสดงกิริยามารยาทอันไม่บังควรยิ่งต่อพระองค์ แต่พระองค์ได้แสดงออกถึงพระจริยาวัตรอันงดงามในฐานะกษัตริย์ที่ทรงขันติธรรม และพระราชปฏิภาณในมหาสมาคม ทรงปราบความทระนง โอหัง หยาบคายของบรรดานักศึกษามหาวิทยาลัยที่แสดงกิริยามารยาทไร้วัฒนธรรมอันดีงามได้อย่างราบคาบ อาจกล่าวได้ว่านี่คือพระเดชานุภาพที่เปล่งประกายจนทำให้คนเหล่านั้นพ่ายแพ้ด้วยพระราชดำรัสเพียงไม่กี่ประโยค …จึงขออัญเชิญพระดำรัสเล่าเหตุการณ์ครั้งนั้นมาไว้ในบันทึกนี้เพื่อร่วมกันชื่นชมในพระราชจริยาวัตรของในหลวงซึ่งเป็นพ่อหลวงในดวงใจไทยทุกคน มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นถวายปริญญานิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แก่พระเจ้าอยู่หัว พอเราไปถึงมหาวิทยาลัย ก็ต้องเดินผ่านกลุ่มชายหญิงซึ่งเข้าใจว่าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนั้น มีพวกหนึ่งยืนอยู่นอกหอประชุม ด้านที่เป็นประตูกระจกเปิดอยู่เป็นระยะๆ ทำให้มองเข้าไปเห็นและได้ยินเสียงจากเวทีข้างในได้ กลุ่มนี้บางคนแต่งกายไม่เรียบร้อยเลย แต่กลุ่มอื่นๆ บางพวกก็ดูดี เมื่อข้าพเจ้าตามเสด็จฯ ผ่านจะเข้าไปในหอประชุม บางพวกก็ปรบมือให้ บางพวกก็มองดูเฉยๆ ไม่ยิ้มไม่บึ้ง แต่บางพวกมองดูด้วยสายตาประหลาด แล้วมีการหันไปพูดซุบซิบและหัวเราะกันก็มี ตัวข้าพเจ้าเองก็อดที่จะมองดูเขาอย่างประหลาดใจไม่ได้เหมือนกัน เพราะเห็นว่าท่วงทีที่คนบางคนยืนช่างไม่น่าดูเลย

By |2016-10-19T16:52:00+07:00October 19th, 2016|Miscz|Comments Off on ขอโทษ…ลืมไป…ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย…

เรื่องของ พระเศวตฯ และ นางเบี้ยว

พระเศวตอดุลยเดชพาหน เป็นพระยาช้างเผือก ประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ส่วนนางเบี้ยว เป็นหมาที่พระยาเศวตฯรักมาก เมื่อคุณพระเศวตฯ ยังเป็นลูกช้างเล็กๆ อยู่ที่บ้านกำนันในจังหวัดยะลา และยังไม่ได้ถวายตัวขึ้นระวางนั้น ปรากฏว่านางเบี้ยว (สุนัข) เป็นโรคอย่างหนักขนาดชักกระตุกไปทั้งตัว แทบจะเอาชีวิตไม่รอดอยู่แล้ว แต่ก็สู้อุตส่าห์กระเสือกกระสนคลานมาถึงที่คุณพระเศวตฯ อยู่ และเลียกินน้ำอาบของคุณพระเศวตฯ เข้าไป อาการป่วยทั้งปวงก็หายเป็นปกติ เดินเหินได้ตามเดิม รอดชีวิตมาได้ นางเบี้ยวก็กตัญญูรู้คุณ ติดตามคุณพระเศวตฯ เรื่อยมา ไม่ยอมห่าง คุณพระก็เมตตาเอ็นดูนางเบี้ยวถือว่านางเบี้ยวเป็นหมาของคุณพระ เมื่อถึงคราวที่คุณพระเศวตฯจะต้องเข้ามาอยู่กรุงเทพฯเพราะเป็นช้างต้นขึ้นระวางแล้ว ทั้งคุณพระเศวตฯและนางเบี้ยวก็ทุรนทุรายเดือดร้อนมาก นางเบี้ยวร้องทั้งกลางวันและกลางคืนจะตามคุณพระมาด้วย เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท จึงมีพระราชกระแส ว่า ช้างทั้งตัวยังเอาไปได้ ทำไมหมาอีกตัวเดียวจะเอาไปไม่ได้ ให้เอาหมาไปด้วยเถิด สงสารมัน อย่าไปพรากมันเลย นางเบี้ยวติดตามเข้ามาอยู่กับคุณพระเศวตฯ เล็กในสวนจิตรลดาด้วย และเป็นที่รักชอบของคนในวัง เมื่อเข้ามาอยู่ในรั้วในวังก็เลื่อนฐานะขึ้นเป็นแม่เบี้ยว บางคนเรียกคุณเบี้ยวด้วยซ้ำไป และได้ออกลูกออกหลานไว้ที่โรงช้างนั้นเป็นจำนวนมาก แม่เบี้ยวตายไปหลายปีแล้ว แต่คุณพระเศวตฯ ก็ยังเลี้ยงลูกหลานแม่เบี้ยวสืบมา เวลาคุณพระเศวตฯ ออกเดินในสวนจิตรลดาหมาคุณพระทั้งปวงก็วิ่งตามเป็นฝูงและเชื่อฟังคุณพระทุกอย่าง เมื่อครั้งพระนางเจ้าอลิซาเบธแห่งกรุงอังกฤษเสด็จพระราชดำเนินที่พระตำหนักจิตรลดา คุณพระเศวตฯ ก็มายืนคอยรับเสด็จ หมาทั้งปวงของคุณพระก็มาวิ่งเล่นกันอยู่เต็มสนาม ผมบังเอิญไปเห็นเข้าก็เข้าไปกระซิบคุณพระว่า หมา กระจัดกระจายเต็มทีแล้ว คุณพระได้ยินดังนั้น ก็ร้องเหมือนเสียงแตร

By |2016-10-17T17:08:35+07:00October 17th, 2016|Miscz|Comments Off on เรื่องของ พระเศวตฯ และ นางเบี้ยว

เรื่องเล่าจากเขาเต่า ปีพ.ศ. 2501

วันที่ฟ้าโน้มลงมาสู่ดิน พนม ช่อจันทร์ นักเรียนชั้น ป.4 โรงเรียนบ้านเขาเต่า เล่าถึงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่เกิดขึ้นกับเขา เมื่อปี พ.ศ.2501 ขณะที่กำลังเล่นสนุกกับเพื่อนอีกสองคน ก็เหลือบไปเห็นรถจี๊ปสีเขียวหลังคาผ้าเต็นท์คันหนึ่ง ติดหล่มอยู่ในขี้เลน มีชายคนหนึ่งขับมาคนเดียว และพยายามขับรถขึ้นจากหล่มอยู่นาน เขาและเพื่อนจึงวิ่งเข้าไปช่วยเข็น ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง กับความพยายามอยู่ร่วมชั่วโมง แต่ยิ่งเร่งเครื่อง ล้อรถก็ยิ่งจมเลนลึกลงไปทุกที สุดท้ายทุกคนก็หมดแรง ต่างหยุดพักแผ่หรากันอยู่ตรงนั้น “หนูเคยเห็นคนนี้ที่ไหน” เสียงของชายเจ้าของรถเอ่ยถาม พร้อมยื่นแบงค์ใบละหนึ่งบาทให้ เด็กชายพนมตอบว่า “เคยเห็นแต่ในแบงค์ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง” ชายคนนั้นถอดหมวกที่สวมอยู่ออก แล้วถามกลับมาอีกว่า “เหมือนเราไหม” วินาทีนั้น เด็กชายทั้งสามรู้แล้วว่าชายที่เขาเห็นแต่งกายธรรมดาผู้กำลังสนทนาอยู่นั้นเป็นใคร ต่างนิ่งอึ้งเข่าอ่อน ทรุดนั่งลงกลางเลน กราบลงแทบพระบาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตรัสว่า… “ลุกขึ้น ลุกขึ้นเถิด อย่านั่งเลย มันเลอะ” จากนั้น พระองค์จึงทรงพระอักษรใส่กระดาษ ให้เด็กชายนำไปส่งให้ครูที่โรงเรียนเทศบาลเขาเต่า ครูได้เห็นจดหมายนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นองค์เหนือหัว แต่ด้วยน้ำจิตน้ำใจแบบไทย เห็นใครเดือดร้อนก็ต้องช่วยเหลือ จึงสั่งการเกณฑ์เด็กโตๆ ไปร่วมยี่สิบคน จนในที่สุดรถยนต์พระที่นั่งก็ขึ้นจากหล่มจนได้ ก่อนเสด็จฯ จากไป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตรัสว่า ”ขอบใจมาก”

By |2016-10-17T12:34:39+07:00October 17th, 2016|Miscz|Comments Off on เรื่องเล่าจากเขาเต่า ปีพ.ศ. 2501

ฉันชื่อ วุฒิชัย ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙

ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙ ณ วันนี้ ฉันอายุ ๔๖ปี กับ ๑๑วัน เช้าวันใหม่บนแผ่นดินรัชกาลที่๑๐ วันพฤหัสบดี ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศ รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ( รัชกาลที่ ๙ ) ครองราชย์วันที่ ๙ มิถุนายน ปี ๒๔๘๙ เมื่อพระชนมายุ ๑๙ พรรษา เสด็จสวรรคต เวลา ๑๕:๕๒ น. ณ โรงพยาบาลศิริราช พระชนมพรรษา ๘๙ ปี ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี รัชกาลที่ ๙ ครองราชย์วันที่ ๙ ปี ๒๔๘๙ เมื่อพระชนม์มายุ ๑๙ สวรรคตพระชนม์มายุ ๘๙ สวรรคตปี ๒๕๕๙ สวรรคตปี ๒๐๑๖ (๒+๐+๑+๖ =

By |2016-10-14T10:13:07+07:00October 14th, 2016|Miscz|Comments Off on ฉันชื่อ วุฒิชัย ฉันเกิดในรัชกาลที่ ๙

Dennis Ritchie ผู้ให้กำเหนิดภาษา C เสียชีวิต

ตัวผมเองศึกษาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ยุคแรกๆ เริ่มจากภาษา เบสิค ลามไป ปาสคาล และก็ไปสู่ ภาษาซี ซึ่งเป็นอะไรที่ผมถนัดที่สุด สมัยนั้น ผมหลับตาเขียนโปรแกรมได้เลย จำได้ทุกฟังชั่น แต่มาวันนี้ ตัวภาษาคอมพิวเตอร์ได้พัฒนาไปตามความสามารถของ ฮาร์ดแวร์ ซึ่งไปเร็วกว่า ซอฟแวร์มากนัก ตัวภาษาซี จึงเริ่มหดหายไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมีหลายๆ ภาษาที่พัฒนามาจากภาษาซี เช่น Pascal, Java, PHP และ อีกหลายๆ ภาษา รายงานข่าวจากหลายสื่อวันนี้ระบุว่า Dennis Ritchie ผู้สร้างภาษา C ปูชนียบุคคลอีกหนึ่งคนในวงการคอมพิวเตอร์ ได้เสียชีวิตลงแล้วเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากต่อสู้กับอาการป่วยมาเป็นเวลานาน (แหล่งข่าวไม่ได้ระบุว่าป่วยเป็นอะไร) ผลงานของ Dennis Ritchie มีมากมาย ที่เรารู้จักกันดีก็ในฐานะผู้สร้างภาษา C และสร้างระบบปฏิบัติการ UNIX ร่วมกับ Ken Thompson ทุกวันนี้ระบบคอมพิวเตอร์รอบตัวเราแทบทุกอย่างล้วนแต่สร้างขึ้นจาก C หรือ UNIX อย่างใดอย่างหนึ่ง โลกคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้อาจจะไม่ได้มีโฉมหน้าแบบนี้ ถ้าหากไม่มีผลงานของ Dennis

By |2016-10-13T09:48:36+07:00October 13th, 2016|Miscz|Comments Off on Dennis Ritchie ผู้ให้กำเหนิดภาษา C เสียชีวิต

นักธุรกิจ กับ ชาวประมง

นักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งเดินทางมาท่องเที่ยวที่ชายหาดแห่งหนึ่งในบราซิล ขณะที่เขานั่งอยู่ เขาเห็นชาวประมงคนหนึ่งกำลังพายเรือลำเล็กเข้าฝั่งหลังจากจับปลาตัวใหญ่ได้พอสมควร นักธุรกิจประทับใจและถามชาวประมงว่า “คุณใช้เวลาแค่ไหนกว่าจะจับปลาได้ขนาดนี้?” ชาวประมงตอบว่า “อ๋อ แป๊บเดียวเอง” “งั้นทำไมคุณไม่อยู่ต่อแล้วจับให้ได้มากกว่านี้ล่ะ?” นักธุรกิจประหลาดใจ “แค่นี้ก็พอกินกันทั้งครอบครัวแล้ว” ชาวประมงพูด นักธุรกิจจึงถามต่อว่า “แล้วเวลาที่เหลือคุณทำอะไรล่ะ?” ชาวประมงตอบว่า “ ส่วนใหญ่ผมตื่นแต่เช้า ออกทะเลไปจับปลาสองสามตัว แล้วก็กลับไปเล่นกับลูกๆ พอตกบ่ายผมกับภรรยาก็หลับพักผ่อน พอถึงตอนเย็นผมก็ไปดื่มกับเพื่อนในหมู่บ้าน เราเล่นกีต้าร์ ร้องเพลงและเต้นรำตลอดทั้งคืน” นักธุรกิจจึงให้คำแนะนำแก่ชาวประมง “ผมจบปริญญาเอกสาขาบริหารธุรกิจ ผมสามารถช่วยให้คุณประสบความสำเร็จมากกว่านี้ได้ ตั้งแต่นี้ไปคุณควรจะออกทะเลให้นานขึ้นและพยายามจับปลาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อคุณสะสมเงินได้มากพอคุณก็จะสามารถซื้อเรือลำใหญ่ขึ้นและจับปลาได้มากกว่าเดิม ไม่นานคุณก็จะมีเงินซื้อเรือมากขึ้น ตั้งบริษัทของคุณเอง สร้างโรงงานผลิตอาหารกระป๋อง และตั้งเครือข่ายจัดจำหน่าย ถึงตอนนั้นคุณก็ออกจากหมู่บ้านนี้ไปอยู่ซานเปาโลแล้วตั้งสำนักงานใหญ่ควบคุมสาขาอื่นๆ ของคุณได้” ชาวประมงถามต่อ “แล้วหลังจากนั้นละ?” นักธุรกิจหัวเราะอย่างเบิกบาน “หลังจากนั้นคุณก็จะได้อยู่อย่างพระราชาในบ้านของคุณเอง แล้วเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม คุณก็เปิดตัวขายหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แล้วคุณก็จะรวย” ชาวประมงถามว่า “แล้วหลังจากนั้นละ?” นักธุรกิจพูดว่า “หลังจากนั้นคุณก็ไม่ต้องทำงาน แล้วย้ายไปอยู่ใกล้ๆ หมู่บ้านประมง ตื่นแต่เช้าไปตกปลาสองสามตัว กลับบ้านมาเล่นกับลูก นอนพักตอนบ่ายกับภรรยา แล้วพอตกเย็นคุณก็จะได้ไปดื่มกับเพื่อน เล่นกีต้าร์ ร้องเพลง และเต้นรำตลอดทั้งคืน” ชาวประมงเกาหัวเล็กน้อยแสดงความงุนงง แล้วพูดว่า

By |2016-10-12T16:38:33+07:00October 12th, 2016|Miscz|Comments Off on นักธุรกิจ กับ ชาวประมง

ชีวิตของเอ็งกำลังจะหายไป 100% แล้วพ่อหนุ่ม

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง เป็นชาวสงขลา เรียนเก่งมาก ได้ทุนไปเรียนอเมริกาตั้งแต่เด็กจนจบด็อกเตอร์ จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน บ้านของเด็กหนุ่ม อยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบสงขลา ต้องนั่งเรือแจวข้ามไป ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง “เรือที่ติดเครื่องยนต์ไม่มีเหรอ ลุง? ” “ไม่มีหรอกหลาน ที่นี่มันบ้านนอก มันห่างไกลความเจริญมีแต่เรือแจว” “โอ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง โบราณมาก ที่อเมริกาเขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก ไปส่งผมฝั่งโน้น เอาเท่าไหร่ลุง?” “80 บาท” “OK…ไปเลยลุง” ในขณะที่ลุงแจวเรือ หนุ่มนักเรียนนอกก็เล่าเรื่องความทันสมัย ความก้าวหน้า ความศิวิไลช์ ของอเมริกาให้ลุงฟัง “เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้วล้าสมัยมาก ไม่รู้คนไทยอยู่กันได้ยังไง? ทำไมไม่พัฒนา ทำไมไม่ทำตามเขาเลียนแบบเขาให้ทัน? ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์ ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นไหม? ” “ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น” “โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ ชีวิตลุงหายไปแล้ว 25%” “แล้วลุงรู้ไหมว่า เศรษฐกิจของโลกตอนนี้เป็นยังไง? ” “ลุงไม่รู้หรอก” “ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ ชีวิตของลุงหายไป 50%” “ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหมลุง? ” “ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหมลุง? ” “ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย” “ชีวิตของลุง ลุงรู้อยู่อย่างเดียวว่าจะทำยังไงถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้

By |2016-10-12T16:18:19+07:00October 12th, 2016|Miscz|Comments Off on ชีวิตของเอ็งกำลังจะหายไป 100% แล้วพ่อหนุ่ม

Top Sliding Bar

This Sliding Bar can be switched on or off in theme options, and can take any widget you throw at it or even fill it with your custom HTML Code. Its perfect for grabbing the attention of your viewers. Choose between 1, 2, 3 or 4 columns, set the background color, widget divider color, activate transparency, a top border or fully disable it on desktop and mobile.

Recent Tweets

Newsletter

Sign-up to get the latest news and update information. Don’t worry, we won’t send spam!
Thank you for your message. It has been sent.
There was an error trying to send your message. Please try again later.
Go to Top