วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของผม 3 ตุลาคม 2560 ขอเล่าเรื่องการเข้าสักการะพระบรมศพ ในวันที่ 28 กันยายน ที่ผ่านมาสักนิด

ความเหนื่อย ความอ่อนล้า ทุกอย่างเริ่มจางหายไป ความปิติ ปลื้มใจเข้ามาแทน จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.19 นาฬิกา ผมก็ได้เข้าไปนั่งกราบพระบรมศพ ด้วยเวลาทั้งหมดที่อยู่ข้างในเบื้องหน้า พระบรมโกษ ผมได้ระลึกถึงพ่อประจวบ และแม่ปุ้ง ของผม เนื่องจากวันที่ผมเข้าไปกราบตรงกับวันที่ 28 กันยายน ซึ่งตรงกับวันที่ผมสูญเสียพ่อประจวบไปเมื่อสามปีที่แล้ว พวกเราสามพี่น้องเลยตั้งใจเข้ามากราบพระบรมศพในวันนี้

วันนี้เมื่อ 47 ปีที่แล้ว เป็นวันเสาร์ที่ 3 ขึ้นสามค่ำ เดือนสิบเอ็ด ปีจอ วันที่หลายๆคนในโรงพยาบาลตื่นเต้นตกใจ เพราะมีเด็กยักษ์มาเกิด เป็นเด็กผู้ชายตัวแดงๆ ใหญ่โตมาก ด้วยน้ำหนักแรกเกิด 4 กิโลกว่านิดหน่อย หมอและนางพยาบาลบอกแม่ว่า ลูกยักษ์มาเกิด เพราะตัวใหญ่ผิดกับทารกคนอื่นๆในสมัยนั้น ทั้งๆ ที่พี่สาวผมเกิดก่อนผม สามปีก็มีน้ำหนักเพียง เจ็ดขีด เพราะคลอดก่อนกำหนด 2 เดือนตัวเท่ากระป๋องนม แต่ตัวผมนั้น… และด้วยความใหญ่โตของผม คงจะสร้างความลำบากและเจ็บปวดให้กับแม่อย่างที่ผมไม่อาจจะรับผิดชอบได้เป็นแน่แท้ ด้วยเหตุนี้เอง ผมจึงต้องรักแม่ให้มาก นึกถึงแม่ให้มาก ตั้งแต่ผมเกิดมาผมก็จำความได้ว่า ผมเคยมีงานวันเกิดแค่ไม่กี่ครั้ง เพราะแม่จัดการให้ โดยที่ผมไม่เคยเรียกร้อง ผมไม่เคยให้ความสำคัญของวันเกิด เท่าวันที่แม่เจ็บ ไม่เคยเรียกร้องของขวัญใดๆ จากพ่อและแม่ในวันเกิด ไม่เคยต้องให้ใครมาอวยพรมอบของขวัญในวันเกิด มีเพื่อนพ้องน้องพี่มารุมล้อม สังสรรค์เมามายกันในวันเกิด ผมมองว่ามันไร้สาระ ไม่ใช่เพิ่มมาคิดได้แบบนี้เพียงชั่วเวลานี้ แต่ผมคิดแบบนี้มานานแล้ว นานเท่าชีวิตของผมเลยทีเดียว แต่ด้วยความที่เป็นสัตว์สังคม ผมเองก็ไม่เคยตำหนิ หรือกล่าวโทษใครถ้าเขาผู้นั้นจะมาอวยพร หรือ มอบของขวัญให้ผม ผมก็แค่ยินดีและขอบคุณในน้ำจิตน้ำใจที่มอบให้ จะด้วยความจริงใจ หรือ จริงโจ้ก็แล้วแต่ ผมไม่ว่าหรอก เพราะความคิดคนเรามันต่างกัน มันจะเปลี่ยนไปยังไงมันก็เรื่องของตัวบุคคล ผมไม่ได้ไปสร้างหรือกำหนดให้ใครเป็นอย่างไรได้ อันนี้ก็สุดแท้แต่

วันนี้ก็เช่นกัน ครบรอบที่ 47 ปีของผมในวันอังคารที่ 3 ตุลาคม 2560 เป็นปีที่ปวงชนชาวไทยต้องอยู่ในความเศร้าโศก เพราะว่าเป็นเดือนที่ต้องมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่๙ เราชาวไทยจะได้ถวายความอาลัย เสด็จสู่สวรรคาลัย ผมและครอบครัวได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระบรมศพ ในพระบรมมหาราชวังถึง สองครั้ง อยากไปอีกเป็นครั้งที่สาม แต่ก็คงจะไม่ทันแล้ว ให้โอกาสคนอื่นๆที่ยังไม่เคยไปดีกว่า เพราะคนรอเข้าแถวคิวยาวมาก ทั้งๆที่มีการต่อเวลาออกมาอีก 5 วัน จากเดิมที่จะเปิดให้สักการะพระบรมศพถึงแค่ 30 กันยายน 2560 แต่ได้เปิดขยายต่อเวลาออกไปเป็นถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2560 ซึ่งก็เหลืออีกเพียง สามวันถ้านับวันที่ผมพิมพ์อยู่นี้ด้วย ดังนั้นใครยังพอมีเวลาและโอกาสก็อย่ารอช้าครับ ทำเลย อย่าเพียงแค่คิด

ในวันที่ผมไปกราบพระบรมศพครั้งที่สองนั้น ผมไปถึงจุดต่อคิวเวลา 04.19 นาฬิกา หลังจากจอดรถที่สนามม้านางเลิ้งเรียบร้อยแล้ว นั่งแท็กซี่ไปอีก ห้าสิบบาท ไปถึงท้ายแถวที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ผมรีบบอกให้พี่น้องที่ไปด้วยกันไปต่อแถว เพราะคนอื่นๆก็ทยอยกันมาเรื่อยๆ กระเตงกันมา ลูกเล็กเด็กแดง คนแก่ คนหนุ่มสาว มากันเป็นครอบครัว บ้างก็มาจากต่างจังหวัด บ้างก็มาจาก กรุงเทพฯ สายเหนือ สายอิสาน สายใต้ เราคนไทยทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกันมายืนต่อแถว เพื่อเข้าไปกราบพระบรมศพ อย่างใกล้ชิดที่สุดที่ ประชาชนจะสามารถเข้าใกล้พระองค์ได้เป็นครั้งสุดท้าย ทุกคนไม่บ่น ไม่แตกแถว ไม่รอช้าเวลาแถวขยับ ผมเองก็พยายามไม่ดื่มน้ำมาก ไม่กินอาหารแปลกๆ เพราะกลัวการอั้นไม่ไหวต้องแตกแถวไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะไปแล้วได้เข้าเลย มันทรมาน ผมก็เลยพยายามจิบๆน้ำเอา พอให้ไม่กระหายมาก แต่จิตอาสาก็จะพยายามยัดเยียด น้ำและอาหารมาเรื่อยๆ ผมก็ตอบรับน้ำใจเหล่านั้นด้วยการเก็บใส่กระเป๋าสะพายไว้ เพื่อเป็นเสบียงในการยืนต่อแถวต่อไป เพราะไม่รู้ว่าจะใช้เวลายาวนานเท่าใด

เคยได้ยินคนที่มาก่อนบอกว่า 10 ชั่วโมงบ้าง 12 ชั่วโมงบ้าง และ บางคนบอก 20 ชั่วโมงเลยก็มี แล้วแต่สถานะการ เพราะบางวันจะมีพระราชพิธีภายในพระบรมมหาราชวัง ต้องพักการเข้าไปกราบ ให้รออยู่ด้านนอกวัง ผมเองก็ขยับแถวไปเรื่อยๆ นั่งกับพื้นบ้าง นั่งริมฟุตบาทบ้าง คุยกับคนข้างๆบ้าง เล่นโทรศัพท์มือถือบ้างฆ่าเวลาไปเรื่อย จนถึงเวลา 12.19 นาฬิกา ผมก็สามารถผ่านจุดคัดกรองเข้าไปนั่งในเต็นท์เป็นที่เรียบร้อย พอได้นั่งแล้วค่อยยังชั่วหน่อย นั่งกินขนม กินน้ำต่างๆ ที่จิตอาสานำมาแจกจ่าย บอกว่าเป็นอาหารพรราชทานจากในหลวง ร.๑๐ ต่างก็รับเอาไว้ใส่เกล้าใส่กระหม่อม เพื่อเป็นศิริมงคล ผมเองก็เก็บใส่กระเป๋ารวบรวมไว้จนกระเป๋าตุง นั่งกินอะไรเพลินๆ เล่นโทรศัพท์บ้าง เดินไปเข้าห้องน้ำบ้าง นานหลายชั่วโมง ที่นั่งรอมองเห็นพระเมรุ ที่กำลังก่อสร้างด้วยครับ

จนกระทั่งเวลา บ่ายแก่ๆ ก็ได้ขยับไปถึงเต็นท์ที่อยู่หน้าพระลาน จุดสุดท้ายก่อนเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง ยิ่งเข้าใกล้กำแพงวังเท่าไหร่ หัวใจยิ่งพองโตขึ้นมา ใกล้จะถึงเวลาอันมีค่าที่เรารอคอย การที่เราเฝ้ารออะไรนานมากถึง 14 ชั่วโมงเพื่อเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ที่ได้ใกล้ชิดพระองค์มากที่สุด ในวาระสุดท้าย ก่อนจะเสด็จสู่สวรรคาลัย มันเป็นเวลาที่เราคนไทยทุกคนยินดีทำ รอนานแค่ไหนก็ไม่มีใครยอมแพ้ เท่าที่ผมเห็น เด็กๆ ตัวเล็กๆ มากับพ่อกับแม่ ไม่มีใครงอแงเลย คนแก่ผมขาว ลุกนั่งก็แทบจะไม่ไหว ก็ยังไม่ยอมแพ้ จะมีก็แต่บางคนที่ร่างกายไม่พร้อม หรือมีโรคประจำตัว เกิดอาการเป็นลมหน้ามืดหมดสติ ก็ต้องยอมแพ้ กลับบ้านก่อนอย่างเสียไม่ได้ ก็คงต้องหาโอกาสกลับมาต่อแถวใหม่ ส่วนตัวผมเองก็นั่งคิดอะไรเพลินๆ จนถึงเวลาใกล้ๆ 6 โมงเย็น ก็ได้เวลาเคลื่อนขบวนแถวเข้าภายในวัง ความเหนื่อย ความอ่อนล้า ทุกอย่างเริ่มจางหายไป ความปิติ ปลื้มใจเข้ามาแทน จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.19 นาฬิกา ผมก็ได้เข้าไปนั่งกราบพระบรมศพ ด้วยเวลาทั้งหมดที่อยู่ข้างในเบื้องหน้า พระบรมโกษ ผมได้ระลึกถึงพ่อประจวบ และแม่ปุ้ง ของผม เนื่องจากวันที่ผมเข้าไปกราบตรงกับวันที่ 28 กันยายน ซึ่งตรงกับวันที่ผมสูญเสียพ่อประจวบไปเมื่อสามปีที่แล้ว พวกเราสามพี่น้องเลยตั้งใจเข้ามากราบพระบรมศพในวันนี้ เพื่อจะได้ระลึกถึงพ่อด้วย พ่อผมเคยได้ทำงานถวายในหลวง ในสมัยที่ท่านไปพัฒนาพื้นที่ทุระกันดาล ในจังหวัดสกลนคร พ่อผมเป็นนายช่างคุมงานในหน่วยงาน ร.พ.ช. ผ่านการประสานงานจากหลวงปู่วัน อุตตโม และ หลวงปู่หลอ ทำฝายกั้นน้ำ อ่างเก็บน้ำ และถนน หลายสาย เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนจากพระราชดำริ ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ช่วงเวลาไม่กี่วินาทีที่ได้มองพระบรมโกษ ผมได้ระลึกถึงพ่อจวบ กับแม่ปุ้ง ด้วยว่าผมทำสำเร็จแล้ว น้ำตามันก็รื้นคลอเบ้า โดยอัตโนมัติ และหลังจากที่กราบพระบรมศพเรียบร้อย ออกจากวังมาก็ได้รับแจกอาหารพระราชทาน(อีกแล้ว) จากเหล่าดาราหลายคนผมจำได้แค่คนเดียวเพราะน้องน่ารักคือ น้องเปาวลี ผมยิ้มให้น้องแล้วน้องเขาก็ยิ้มตอบด้วย เสียดายไม่กล้าขอถ่ายรูปด้วย อิอิ แล้วพวกเราก็เดินออกมา ผ่านจุดเดิมที่เราเคยนั่งรอมาทั้งวัน โอ้โห คนยังเต็มเหมือนตอนที่ผมนั่งเลย ก็ได้แต่ส่งกำลังใจไปให้นะครับ พวกเราสู้ๆครับ ใจเย็นๆ แถวตรงนี้ ยังอีกนานนนน 555+ ก็แซวกันไปพอให้เกิดบรรยากาศสนุกสนาน นะครับ

เดินกลับออกมาถึงหน้าโณงแรมรัตนโกสินทร์ ก็เรียกรถแท็กซี่กลับไปที่จอดรถสนามม้านางเลิ้ง เพื่อเดินทางกลับบ้านด้วยความสุข กลับถึงบ้านกินข้าวกินขนมพระราชทานเสร็จก็อาบน้ำ นอนยาวๆ เลยครับ