December1 , 2021

    น้ำตาล ตัวร้ายที่ไม่อาจลืม

    Related

    อย่าหาทำ อัพเดท MacOS Monterey

    เอาแล้ว mac เล่นกรูแล้ว อัพเดทไปเป็น mac monterey 12.0.1 แล้วเมื่อไม่นาน แต่ตอนนี้...

    บิตคอยน์ดิ่งลงต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ

    ตลาดคริปโตผันผวน บิตคอยน์เจ้าตลาดดิ่งแรง หลังนักเทรดกังวลการเก็บภาษีในสหรัฐฯ รวมถึงข้อกำหนดให้โบรกเกอร์เปิดเผยข้อมูลนักเทรด นักวิเคราะห์เตือนอาจเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ เหรียญคริปโตเจ้าตลาดอย่างบิตคอยน์ และอีเธอเรียม ผันผวนหนัก บิตคอยน์ดิ่งลงต่ำกว่า 60,000...

    Now Is the Time to Think About Your Small-Business Success

    Find people with high expectations and a low tolerance...

    Program Will Lend $10M to Detroit Minority Businesses

    Find people with high expectations and a low tolerance...

    Kansas City Has a Massive Array of Big National Companies

    Find people with high expectations and a low tolerance...

    Share

    ปัจจุบันอาหารมีรสหวานมากขึ้นกว่าแต่ก่อน แม้กระทั่งอาหารคาวก็มีรสหวานมากขึ้น รวมไปถึงเครื่องดื่มก็มีส่วนประกอบของน้ำตาลในปริมาณมาก เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม และเครื่องดื่มต่าง ๆ อีกทั้งอาหารแปรรูปที่มีน้ำตาลแฝงอยู่ อย่างเช่น เบเกอรี ลูกอมหรือลูกกวาด เป็นต้น ซึ่งสำหรับคนทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพทั้งแพทย์ นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ ต่างเห็นตรงกันว่าน้ำตาลเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมก็จะไม่มีผลเสียต่อร่างกาย แต่หากรับประทานมากเกินไปจะสะสมเป็นไขมันในร่างกายได้ ดังนั้น เราจึงควรบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับแต่ละช่วงวัย โดยควรเริ่มต้นปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ที่สำคัญภาครัฐ ภาคเอกชน คุณครู และสถาบันครอบครัวควรขานรับนโยบายสุขภาพอย่างจริงจังในการร่วมส่งเสริมเด็กไทยให้บริโภคน้ำตาลอย่างเข้าใจ

    วันนี้ ผศ.ดร.ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับแหล่งที่มาของน้ำตาล รวมถึงประโยชน์ของน้ำตาลหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม และทำไมการบริโภคน้ำตาลจึงมีความจำเป็นสำหรับ “วัยเด็ก” เพื่อเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่ในการสร้างพฤติกรรมการบริโภคให้เด็กไทย “อ่อนหวาน”

    • มารู้จักแหล่งกำเนิดของ “น้ำตาล” กัน

    ผศ.ดร.ฉัตรภา กล่าวว่า “น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งที่เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย ซึ่งทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งประเภทของน้ำตาลได้หลากหลายแบบ แต่เราจะแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 1) น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ได้แก่ น้ำตาลฟรุกโตสที่มีอยู่ในผักผลไม้ น้ำตาลแลคโตสที่มีอยู่ในนม และน้ำตาลมอลโตสที่มีอยู่ในมอลต์ และ 2) น้ำตาลที่เติมเพิ่ม เช่น น้ำตาลทราย ที่มีการเติมเข้าไปในอาหารและเครื่องดื่มระหว่างกระบวนการผลิตหรือเตรียมอาหาร เช่น การเติมน้ำตาลทรายลงในเครื่องดื่มต่าง ๆ การเติมน้ำผึ้งลงในแพนเค้ก หรือการเติมน้ำตาลทรายแดงในเค้กหรือคุกกี้

    • น้ำตาลไม่ใช่ผู้ร้าย….หากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

    ผศ.ดร.ฉัตรภา ยังกล่าวต่อไปว่า คนทั่วไปสามารถรับประทานน้ำตาลได้ แต่ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพราะร่างกายยังต้องการน้ำตาลเพื่อใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือไม่ว่าจะรับประทานน้ำตาลชนิดใด ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่เกินความต้องการของร่างกาย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำปริมาณน้ำตาลที่เติมเพิ่มในอาหารว่าไม่ควรเกินร้อยละ10 ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน หรือประมาณ 200 กิโลแคลอรี สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี และ ข้อมูลธงโภชนาการของคนไทย ยังแนะนำให้บริโภคน้ำตาลที่เติมเพิ่มในอาหารไม่เกิน 4 6 และ 8 ช้อนชา สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 1,600 2,000 และ 2,400 กิโลแคลอรีต่อวันตามลำดับ

    ในทางกลับกัน หากรับประทานน้ำตาลที่เกินความต้องการติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ร่างกายก็จะขาดสมดุลในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุมจะทำงานหนักและเสื่อมลง ทำให้ร่างกายมีสภาวะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน จนเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ร่างกายมีการสะสมไขมันมากขึ้นจนมีน้ำหนักตัวเพิ่ม อ้วน และนำไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หัวใจและหลอดเลือดได้ ดังนั้น เราในฐานะผู้บริโภคต้องเรียนรู้ที่จะอ่านฉลากโภชนาการให้เป็น รู้จักสังเกตปริมาณน้ำตาล จะได้รู้เท่าทันและระมัดระวังในการเลือกรับประทานและดื่มเครื่องดื่มต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

    • บริโภคน้ำตาลเท่าไหร่จึงจะพอเหมาะ?

    โดยปกติเราได้น้ำตาลจากการกินอาหารในแต่ละวันอยู่แล้ว เพื่อการกินน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมเราสามารถควบคุมปริมาณน้ำตาลที่เติมเพิ่มได้ โดย องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) สมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา The American Heart Association (AHA) สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดปริมาณน้ำตาลที่สามารถเติมในรูปแบบของน้ำตาลที่เติมลงในอาหารในแต่ละวันคือ เด็กวัย 6-13 ปี มีความต้องการพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรีต่อวัน ควรรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 4 ช้อนชาหรือ 16 กรัมต่อวัน (โดยน้ำตาล 1 ช้อนชาจะให้พลังงานเท่ากับ 4 กิโลแคลอรี) เพื่อให้มีพลังงานไปทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันเต็มที่ และ สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไปจนถึงผู้ใหญ่ ซึ่งมีความต้องการพลังงาน 2,000-2,400 กิโลแคลอรีต่อวัน จึงควรรับประทานน้ำตาลไม่เกิน 6-8 ช้อนชาต่อวัน

    ผศ.ดร.ฉัตรภา กล่าวทิ้งท้ายว่า คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความร่วมมือในการขานรับนโยบายในการร่วมส่งเสริมให้เด็กไทยบริโภคน้ำตาลอย่างเข้าใจด้วยการส่งเสริมให้ลูกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีปริมาณน้ำตาลที่เหมาะสม ควบคู่กับการให้ลูกได้ออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านอย่างการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬา ซึ่งจะช่วยให้ลูกมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน

    spot_img